เคล็ดลับอัปเดตกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ ก่อนสอบได้เปรียบกว่าใคร

webmaster

A highly professional Thai labor law expert or HR manager, either male or female, in modest and appropriate business attire, stands confidently in a modern, open-plan office. They are holding a tablet displaying a chart on "flexible work arrangements," with a blurred background of colleagues subtly working at ergonomic desks. The scene embodies professionalism and forward-thinking in the digital age. This image should be safe for work, appropriate content, fully clothed, and professional, with perfect anatomy, correct proportions, natural pose, well-formed hands, proper finger count, and natural body proportions, captured with high-resolution professional photography.

สวัสดีครับ/ค่ะเพื่อนๆ ที่อยู่ในแวดวงกฎหมายแรงงานและ HR ทุกท่าน! เคยไหมครับ/คะที่รู้สึกว่ากฎหมายแรงงานเปลี่ยนเร็วจนแทบตามไม่ทัน? สารภาพเลยว่าตัวผมเองในฐานะที่คลุกคลีกับเรื่องนี้มานาน ยังต้องคอยอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ มันไม่ใช่แค่การอ่านตัวบท แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์และการบังคับใช้ในสถานการณ์จริงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมหาศาล ทั้งเรื่องการทำงานแบบ Work from Home ที่กฎหมายต้องปรับตัวรองรับ การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ท้าทายกรอบนิยาม ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ แบบเดิมๆ หรือแม้แต่ประเด็นละเอียดอ่อนอย่าง PDPA ที่ส่งผลต่อข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ/คะ เทรนด์เรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงานก็เริ่มเข้ามามีน้ำหนักมากขึ้น การคุ้มครองลูกจ้างจากความเครียดและปัญหาทางใจกำลังจะเป็นวาระสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่นักกฎหมายแรงงาน, HR มืออาชีพ หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังเตรียมตัวสอบเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ต้องเผชิญ มันไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าในสายอาชีพ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังก่อร่างสร้างอนาคตใหม่ของวงการแรงงานไทยอย่างแท้จริง และเราจะพลาดไม่ได้ที่จะทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง มาทำความเข้าใจอย่างละเอียดในบทความด้านล่างนี้กันครับ/ค่ะ

สวัสดีครับ/ค่ะเพื่อนๆ ที่อยู่ในแวดวงกฎหมายแรงงานและ HR ทุกท่าน! เคยไหมครับ/คะที่รู้สึกว่ากฎหมายแรงงานเปลี่ยนเร็วจนแทบตามไม่ทัน? สารภาพเลยว่าตัวผมเองในฐานะที่คลุกคลีกับเรื่องนี้มานาน ยังต้องคอยอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ มันไม่ใช่แค่การอ่านตัวบท แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์และการบังคับใช้ในสถานการณ์จริงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมหาศาล ทั้งเรื่องการทำงานแบบ Work from Home ที่กฎหมายต้องปรับตัวรองรับ การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ท้าทายกรอบนิยาม ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ แบบเดิมๆ หรือแม้แต่ประเด็นละเอียดอ่อนอย่าง PDPA ที่ส่งผลต่อข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ/คะ เทรนด์เรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงานก็เริ่มเข้ามามีน้ำหนักมากขึ้น การคุ้มครองลูกจ้างจากความเครียดและปัญหาทางใจกำลังจะเป็นวาระสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่นักกฎหมายแรงงาน, HR มืออาชีพ หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังเตรียมตัวสอบเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ต้องเผชิญ มันไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าในสายอาชีพ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังก่อร่างสร้างอนาคตใหม่ของวงการแรงงานไทยอย่างแท้จริง และเราจะพลาดไม่ได้ที่จะทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง มาทำความเข้าใจอย่างละเอียดในบทความด้านล่างนี้กันครับ/ค่ะ

การทำงานที่ยืดหยุ่นในยุคดิจิทัล

เคล - 이미지 1

1. นิยามใหม่ของสถานที่ทำงาน

สมัยก่อนเวลาพูดถึง “ที่ทำงาน” เราก็จะนึกถึงออฟฟิศที่เป็นตึกสูงๆ มีโต๊ะ มีห้องประชุม แต่ในโลกที่หมุนเร็วอย่างทุกวันนี้ สถานที่ทำงานมันไม่ใช่แค่ตึกสี่เหลี่ยมอีกต่อไปแล้วครับ จากประสบการณ์ตรงของผมที่เคยต้องปรับตัวกับการทำงานแบบ Work from Home เต็มตัวช่วงโควิด-19 ระบาดหนักๆ ยอมรับเลยว่าตอนแรกก็งงๆ ว่าจะบริหารจัดการยังไงให้งานเดินหน้าได้ราบรื่น กฎหมายแรงงานเองก็ต้องวิ่งตามให้ทัน เพราะเดิมทีการคุ้มครองลูกจ้างมันผูกติดอยู่กับ ‘สถานที่’ เป็นหลัก พอทุกคนกระจายตัวไปทำงานที่บ้านหรือ Co-working Space มันก็เกิดคำถามใหม่ๆ เต็มไปหมด เช่น ใครจะเป็นคนรับผิดชอบค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ความปลอดภัยในการทำงานนอกสถานประกอบการ เรื่องพวกนี้เป็นประเด็นที่กฎหมายต้องหาทางออกและออกแนวปฏิบัติให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ครับ ไม่ใช่แค่การทำงานจากบ้าน แต่ยังรวมไปถึงการทำงานแบบไฮบริด ที่บางวันเข้าออฟฟิศ บางวันทำงานที่อื่น ซึ่งความยืดหยุ่นแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมและเป็นความท้าทายใหม่สำหรับผู้ประกอบการและนักกฎหมายแรงงานในการออกแบบสัญญาจ้างและสวัสดิการให้เหมาะสมกับรูปแบบการทำงานที่ไม่ตายตัวอีกต่อไป

2. ความท้าทายในการบริหารจัดการเวลาทำงานและค่าตอบแทน

เมื่อรูปแบบการทำงานไม่ตายตัว การบริหารจัดการเวลาทำงานก็ซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ จำได้ว่าเคยมีเคสหนึ่งที่ลูกจ้างทำงานจากที่บ้าน แต่เจ้านายโทรมาสั่งงานดึกๆ ดื่นๆ หรือวันหยุดก็ยังต้องคอยตอบอีเมล มันทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการทำงานเลือนลางไปหมด ตรงนี้แหละที่กฎหมายต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างให้ชัดเจน ว่าอะไรคือ ‘เวลาทำงาน’ ที่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา หรือการทำงานล่วงเวลาที่บ้านควรคำนวณอย่างไร รวมถึงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม การจ่ายเงินเดือนแบบเดิมๆ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลงานมากขึ้น (Performance-based pay) มากกว่าการคิดจากชั่วโมงการทำงานเพียงอย่างเดียว และในบางกรณีก็ต้องพิจารณาเรื่องการเหมาจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานนอกสถานประกอบการด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการตีความและการปรับใช้กฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างครับ

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กับงาน HR

1. การจัดการข้อมูลพนักงานที่ซับซ้อนขึ้น

PDPA หรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี่เข้ามาเปลี่ยนเกมการทำงานของ HR อย่างมหาศาลเลยนะครับ! ตอนที่กฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ พวกเราในวงการ HR ต้องมานั่งทบทวนกระบวนการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานกันใหม่หมดเลย ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครที่ต้องแจ้งวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูลอย่างชัดเจน การเก็บสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ไปจนถึงข้อมูลสุขภาพหรือข้อมูลทางการเงินของพนักงาน ลองนึกภาพดูนะครับ สมัยก่อนเราอาจจะแค่เก็บทุกอย่างไว้ในแฟ้ม ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างต้องมี Consent ที่ถูกต้อง มีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่แข็งแรง เคยมีเคสที่บริษัทผมเคยต้องทบทวนระบบ HRIS (HR Information System) ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่ามันสอดคล้องกับ PDPA เพราะข้อมูลพนักงานเป็นของละเอียดอ่อนและมีความเสี่ยงสูงมากหากเกิดการรั่วไหล ความรับผิดชอบของ HR ในการเป็น ‘ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล’ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไปแล้วครับ

2. ข้อควรระวังในการใช้งานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการบุคลากร

การใช้ข้อมูลพนักงานเพื่อการบริหารจัดการก็ไม่ใช่จะทำได้ตามใจชอบอีกต่อไปครับ ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานไปใช้ในการประเมินผล หรือการเปิดเผยข้อมูลการเจ็บป่วยของพนักงานให้แผนกอื่นทราบ แม้จะดูเป็นเรื่องภายในองค์กร แต่ถ้าทำไม่ถูกต้องก็อาจจะเข้าข่ายละเมิด PDPA ได้ง่ายๆ ครับ ผมเคยเจอสถานการณ์ที่ฝ่ายบริหารอยากได้ข้อมูลสุขภาพของพนักงานที่ติดโควิดเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง แต่ HR ต้องอธิบายอย่างละเอียดว่าสามารถเปิดเผยได้แค่ไหน ใครมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล และต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบด้วย นี่คือความละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาให้รอบด้าน นอกจากนี้ การทำ Due Diligence ในการซื้อขายกิจการ ที่มักจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลพนักงานกัน ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ต้องทำข้อตกลงการเปิดเผยข้อมูล (Data Sharing Agreement) ที่รัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามหลักกฎหมายและโปร่งใสที่สุด

การคุ้มครองสุขภาพจิตในที่ทำงาน: มิติใหม่ของสวัสดิการ

1. ความตระหนักรู้และบทบาทของนายจ้าง

ในอดีตเรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงานอาจจะเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ แต่ในปัจจุบันนี้ ผมสัมผัสได้เลยว่าสังคมมีความตระหนักรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนแทบจะเป็นวาระแห่งชาติเลยก็ว่าได้ครับ นายจ้างเริ่มเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพกายใจของพนักงานมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงความเครียดจากการทำงาน ปัญหา Burnout หรือแม้กระทั่งโรคซึมเศร้าที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างรุนแรง ในฐานะที่ทำงานด้าน HR ผมรู้สึกว่าเรามีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต การจัดโปรแกรมลดความเครียด หรือแม้แต่การฝึกอบรมผู้บริหารให้มีความเข้าใจและสังเกตอาการผิดปกติของพนักงานได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยและได้รับการสนับสนุนจากองค์กรจริงๆ

2. กฎหมายกับการสร้างสุขภาวะที่ดีในองค์กร

แม้จะยังไม่มีกฎหมายฉบับหลักที่พูดถึงเรื่องสุขภาพจิตโดยตรงอย่างชัดเจนเหมือน PDPA แต่แนวโน้มและนโยบายภาครัฐก็เริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ ผมเคยได้ยินมาว่ามีการผลักดันแนวคิดเรื่อง “Right to Disconnect” หรือสิทธิในการปลีกตัวจากงานในช่วงนอกเวลางาน เพื่อให้พนักงานได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และลดความกดดันจากการทำงานที่ไร้ขอบเขต ซึ่งถ้าหากแนวคิดนี้ถูกบรรจุในกฎหมายจริงๆ ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาวะของพนักงานอย่างมหาศาลเลยทีเดียว นอกจากนี้ กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ก็เริ่มถูกตีความให้ครอบคลุมถึงความปลอดภัยทางจิตใจมากขึ้นด้วย เช่น การป้องกันการคุกคามหรือการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน (Bullying) ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายกำลังก้าวตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพื่อให้การคุ้มครองลูกจ้างเป็นไปอย่างรอบด้านที่สุด นี่คือสิ่งที่พวกเราชาว HR และนักกฎหมายแรงงานต้องคอยจับตาดูและปรับตัวให้ทันครับ

ประเด็นกฎหมายแรงงานยุคใหม่ ความท้าทายสำหรับ HR/นายจ้าง แนวทางการปรับตัว
การทำงานยืดหยุ่น (Work from Home/Hybrid)
  • นิยามเวลาทำงานที่ชัดเจน
  • การจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
  • ความปลอดภัยนอกสถานที่ทำงาน
  • ทบทวนสัญญาจ้างและข้อบังคับ
  • กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน
  • ลงทุนในเทคโนโลยีสนับสนุน
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
  • การเก็บ ใช้ เปิดเผยข้อมูลพนักงาน
  • ความปลอดภัยของข้อมูล
  • การขอความยินยอม (Consent)
  • แต่งตั้ง DPO (ถ้าเข้าเกณฑ์)
  • ทบทวนกระบวนการ HRIS
  • ฝึกอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้อง
สุขภาพจิตในที่ทำงาน
  • ความเครียดและภาวะ Burnout ของพนักงาน
  • การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจ
  • การป้องกันการคุกคามในที่ทำงาน
  • จัดโปรแกรมดูแลสุขภาพจิต
  • ฝึกอบรมผู้บริหาร/หัวหน้างาน
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง

เศรษฐกิจแพลตฟอร์มและการท้าทายกรอบ ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’

1. คนทำงานอิสระกับกฎหมายแรงงาน

พูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงที่สุดในวงการแรงงานยุคนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” หรือ Gig Economy นี่แหละครับ สำหรับผมแล้ว นี่คือภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่ที่กำลังโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเรื่อยๆ ลองคิดดูสิครับ พนักงานส่งอาหาร พนักงานขับรถ หรือแม้กระทั่งฟรีแลนซ์ที่รับงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ พวกเขาเหล่านี้ถูกจัดว่าเป็น ‘ลูกจ้าง’ หรือไม่?

นี่คือคำถามโลกแตกที่นักกฎหมายและ HR ต้องปวดหัวกันมานานแสนนาน เพราะเดิมทีกฎหมายแรงงานถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่มีความสัมพันธ์แบบ ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ที่ชัดเจน คือมีการควบคุม กำหนดเวลา และจ่ายค่าจ้างประจำ แต่คนทำงานบนแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็น ‘ผู้รับจ้างทำของ’ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ทำให้เกิดประเด็นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการ หรือประกันสังคมที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับ ส่งผลให้พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด และนี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ที่ต้องหาทางอุดให้ได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะจำนวนคนทำงานกลุ่มนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ

2. แนวทางการคุ้มครองคนทำงานแพลตฟอร์ม

เมื่อปัญหาเริ่มชัดเจนขึ้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เริ่มขยับตัวเพื่อหาแนวทางในการคุ้มครองคนทำงานกลุ่มนี้ครับ ผมเห็นความพยายามในการเสนอกฎหมายเฉพาะสำหรับคนทำงานแพลตฟอร์ม เพื่อให้พวกเขามีหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสม แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นลูกจ้างเต็มตัว แต่ก็ควรได้รับการคุ้มครองในบางมิติที่จำเป็น เช่น การเข้าถึงประกันสังคม การมีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เป็นธรรม หรือการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม การถอดบทเรียนจากต่างประเทศที่เริ่มมีกฎหมายออกมาควบคุมแพลตฟอร์มก็เป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาอย่างจริงจังครับ อย่างบางประเทศก็เริ่มให้สถานะ ‘ลูกจ้างอิสระ’ หรือ ‘ลูกจ้างกึ่งอิสระ’ ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างลูกจ้างทั่วไปกับผู้รับจ้างทำของ เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้รับการคุ้มครองบางส่วนโดยไม่กระทบต่อความยืดหยุ่นในการทำงานของพวกเขาเอง ซึ่งในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่านี่คือการบ้านชิ้นใหญ่ที่ต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการคุ้มครองแรงงานไปพร้อมกัน

ESG และบทบาทของ HR ในการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน

1. ความสำคัญของมิติทางสังคมในการบริหารจัดการบุคลากร

ช่วงหลังๆ มานี้ ผมได้ยินคำว่า ESG (Environmental, Social, and Governance) บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ครับ ไม่ใช่แค่ในแวดวงการลงทุนเท่านั้น แต่ในโลกของ HR และกฎหมายแรงงานก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะมิติ ‘S’ หรือ Social ที่หมายถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสำหรับงาน HR แล้วมันครอบคลุมตั้งแต่การดูแลพนักงานให้มีความสุข มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน การมีนโยบายที่ไม่เลือกปฏิบัติ (Diversity & Inclusion) ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน ผมเชื่อว่าการที่องค์กรให้ความสำคัญกับ ESG จะช่วยดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงานได้มากขึ้น และยังช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรได้นานขึ้นด้วย เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียวแล้วครับ พวกเขาอยากทำงานในองค์กรที่มีธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง HR มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

2. การผนวกหลัก ESG เข้ากับการทำงานของ HR

การจะทำให้ ESG กลายเป็นส่วนหนึ่งของ DNA องค์กรนั้น HR ต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันครับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม การส่งเสริมความหลากหลายและเท่าเทียมในที่ทำงาน การดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยทั้งกายและใจ ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถและมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ ผมเคยไปร่วมงานสัมมนาเรื่องนี้ และได้ข้อคิดว่า HR ควรเป็น ‘ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง’ (Change Agent) ที่ทำให้หลักการ ESG ฝังรากลึกอยู่ในทุกกระบวนการขององค์กร เช่น การสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบเปิดที่ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น การจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมมิติของบุคลากร การกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงการดูแลพนักงานอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำ CSR หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตขององค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ

ความท้าทายจาก AI และ Automation ในตลาดแรงงาน

1. การปรับตัวของทักษะแรงงานในยุคดิจิทัล

เคยคิดไหมครับว่าเทคโนโลยีอย่าง AI หรือ Automation จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเราได้มากขนาดนี้? ผมเองที่อยู่ในวงการนี้มานานก็ยังรู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงเร็วจนตามแทบไม่ทัน เมื่อก่อนเราอาจจะกังวลว่าหุ่นยนต์จะมาแย่งงานในโรงงาน แต่ตอนนี้ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานที่ต้องใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์หรือแม้กระทั่งงานสร้างสรรค์บางอย่าง สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่เลยว่า แล้วคนอย่างเราๆ จะต้องปรับตัวยังไงเพื่อให้ยังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน?

คำตอบง่ายๆ แต่ทำยากคือ ‘ทักษะ’ ครับ เราต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ AI ยังทำไม่ได้ดี เช่น ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การทำงานร่วมกับคนอื่น หรือแม้กระทั่งทักษะด้านอารมณ์และสังคม (EQ) ซึ่งเป็นจุดแข็งของมนุษย์ที่หุ่นยนต์ยังเลียนแบบได้ไม่สมบูรณ์ การ Re-skill และ Up-skill จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนสำหรับทั้งลูกจ้างและนายจ้างในยุคนี้ เพราะถ้าเราหยุดนิ่ง เราก็อาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้ง่ายๆ เลยนะครับ

2. นโยบายรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์ตลาดแรงงานขนาดนี้ ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายก็ต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นครับ ผมเคยได้ยินเรื่องการถกเถียงกันในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแนวคิด Universal Basic Income (UBI) หรือรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ซึ่งเป็นแนวคิดที่รัฐจะจ่ายเงินให้ประชาชนทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อรองรับกรณีที่งานถูกแทนที่ด้วย AI ในอนาคต ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ก็น่าสนใจที่จะศึกษาครับ นอกจากนี้ ยังต้องมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาและการฝึกอบรมให้คนมีทักษะที่พร้อมสำหรับงานในอนาคต การปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้รองรับการทำงานในรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้ามาของ AI เช่น การคุ้มครองสิทธิของ ‘พนักงานดิจิทัล’ หรือการกำหนดความรับผิดชอบของนายจ้างเมื่อใช้ AI ในการตัดสินใจเรื่องการจ้างงานหรือเลิกจ้าง ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่ต้องอาศัยการมองการณ์ไกลและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมที่สุดครับ

การจัดการความหลากหลายและการไม่แบ่งแยกในองค์กร

1. ความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เท่าเทียม

ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาพ เชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้แต่พื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคม การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ ‘ไม่แบ่งแยก’ (Inclusion) และ ‘เคารพความหลากหลาย’ (Diversity) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ HR ต้องให้ความใส่ใจอย่างยิ่งครับ ผมเชื่อมาตลอดว่าองค์กรที่เปิดกว้างและให้โอกาสกับทุกคน ไม่ว่าจะมาจากพื้นเพแบบไหน จะเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งและสร้างสรรค์กว่า เพราะมันดึงดูดคนที่มีความคิดและประสบการณ์ที่หลากหลายเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมและโซลูชั่นใหม่ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมเคยเห็นเคสที่บริษัทหนึ่งพยายามสร้างทีมที่มีความหลากหลายมากๆ ทั้งเรื่องอายุ ประสบการณ์ และวัฒนธรรม แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือทีมนั้นสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าทีมที่มีแต่คนคิดเหมือนๆ กัน การสร้างความเท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างแท้จริง

2. นโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อความหลากหลายและไม่แบ่งแยก

การจะสร้างองค์กรที่มีความหลากหลายและไม่แบ่งแยกนั้น ต้องเริ่มต้นที่การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนครับ ตั้งแต่กระบวนการสรรหาพนักงานที่ปราศจากอคติ การกำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรมไม่ว่าจะมีเพศสภาพหรือเชื้อชาติใด การสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติได้อย่างปลอดภัย ไปจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ผมเคยเสนอให้บริษัทมีการจัดอบรมเรื่อง Unconscious Bias หรืออคติที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกให้กับหัวหน้างานและผู้บริหาร เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงอคติของตัวเองและหลีกเลี่ยงการตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือความคิดที่เหมารวม นอกจากนี้ การมี ‘นโยบายที่ไม่เลือกปฏิบัติ’ ที่แข็งแรงและบังคับใช้จริงจัง ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานทุกคนว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันในด้านใดก็ตาม นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อสร้างองค์กรที่ยั่งยืนและมีอนาคตที่สดใสครับ

การพัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากรในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง

1. การ Re-skill และ Up-skill คือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ ผมกล้าพูดเลยว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันคือ ‘การอยู่รอด’ ครับ! สมัยก่อนเราเรียนจบสาขาไหนมาก็ทำงานสายนั้นไปจนเกษียณได้สบายๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ความรู้เดิมๆ อาจจะใช้ไม่ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้นการ Re-skill (เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนสายงาน) และ Up-skill (พัฒนาทักษะเดิมให้ลึกซึ้งขึ้นหรือกว้างขึ้น) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานเองที่ต้องขวนขวายเรียนรู้ แต่บริษัทก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการจัดหาโอกาสและเครื่องมือในการเรียนรู้ให้กับพนักงานด้วย ผมเคยเห็นบริษัทที่ลงทุนมหาศาลกับการจัด Training Program ที่ตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ๆ เช่น AI, Data Analytics หรือ Digital Marketing และผลลัพธ์ที่ได้คือพนักงานมีความสามารถเพิ่มขึ้น องค์กรก็เติบโตไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง

2. บทบาทขององค์กรในการส่งเสริมการเรียนรู้

ในฐานะ HR เรามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ครับ มันไม่ใช่แค่การส่งพนักงานไปอบรมข้างนอก แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดทำ Learning Platform ภายในองค์กร การสนับสนุนให้พนักงานได้ทดลองทำโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่ท้าทายความสามารถ หรือแม้แต่การสร้างระบบ Mentoring ที่รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง การที่นายจ้างลงทุนกับการพัฒนาบุคลากร ไม่ใช่แค่การเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและแสดงให้เห็นว่าองค์กรเห็นคุณค่าของพนักงาน การที่พนักงานรู้สึกว่าตัวเองได้รับการลงทุนและมีโอกาสก้าวหน้า ก็จะช่วยให้พวกเขามี Engagement กับองค์กรมากขึ้น และอยากจะอยู่กับองค์กรไปนานๆ นี่คือการสร้าง Win-Win Situation ที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ประโยชน์ร่วมกัน และเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่งครับ

บทสรุป

เพื่อนๆ ครับ/คะ อย่างที่ได้เห็นกันไปแล้วว่าโลกของกฎหมายแรงงานและ HR กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและท้าทายมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานที่ยืดหยุ่น กฎหมาย PDPA สุขภาพจิตในที่ทำงาน เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ESG หรือแม้แต่ผลกระทบจาก AI ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถมองข้ามได้เลยในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในสายงานนี้ การปรับตัว การเรียนรู้ และการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเท่านั้นที่จะทำให้เราก้าวทันและเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงในยุคดิจิทัลนี้ครับ/ค่ะ

สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง และพร้อมที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งองค์กรและพนักงาน นี่คืออนาคตของวงการแรงงานไทยที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ให้ดีขึ้นครับ/ค่ะ

ข้อมูลน่ารู้

1. กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการฉบับใหม่ๆ มักจะปรับปรุงให้สอดรับกับสภาพการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การทำงานจากที่บ้าน ควรศึกษาเพิ่มเติมจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

2. การทำความเข้าใจ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้ถ่องแท้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของการขอความยินยอมและการเก็บรักษาข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของพนักงาน

3. องค์กรสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน หรือทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ เป็นไปตามกรอบของกฎหมายไทย

4. การมีนโยบายสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงาน เช่น การจัดหาช่องทางให้พนักงานปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือการอบรมผู้บริหารให้เข้าใจปัญหาด้านสุขภาพจิต จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

5. ติดตามข่าวสารและบทความจากสมาคมนักทรัพยากรบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) หรือเวทีสัมมนาต่างๆ เพื่ออัปเดตเทรนด์และแนวปฏิบัติใหม่ๆ ในวงการ HR และกฎหมายแรงงาน

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

โลกของกฎหมายแรงงานและ HR กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนจากเทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และความตระหนักด้าน ESG การปรับตัวอย่างรวดเร็ว การพัฒนาทักษะของบุคลากร และการนำหลักกฎหมายมาประยุกต์ใช้ในบริบทที่ซับซ้อนขึ้นคือหัวใจสำคัญ HR และนักกฎหมายแรงงานต้องเป็นผู้นำในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เพื่อองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในยุคที่ ‘Work from Home’ หรือการทำงานแบบไฮบริดกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หลายองค์กรก็ปรับตัวกันจ้าละหวั่นนะครับ/คะ จากประสบการณ์ตรงที่เจอมา เรื่องกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานรูปแบบนี้มีอะไรที่เราต้องระวังเป็นพิเศษบ้างครับ/คะ โดยเฉพาะเรื่องชั่วโมงการทำงาน ความปลอดภัย หรือการควบคุมดูแลพนักงานที่อยู่ไกลกัน?

ตอบ: โห คำถามนี้โดนใจผม/ดิฉันมากเลยครับ/ค่ะ! คือต้องบอกว่าตั้งแต่โควิดมา แรงงานไทยนี่พลิกโฉมไปเลยจริงๆ ยอมรับเลยว่าตอนแรกที่ต้องปรับตัวนี่ทั้ง HR และผู้บริหารก็ปวดหัวกันถ้วนหน้าเลยนะครับ/คะ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องอุปกรณ์ แต่มันผูกพันกับกฎหมายแรงงานโดยตรงเลย ประเด็นที่ผม/ดิฉันว่าสำคัญมากๆ เลยนะคือเรื่อง ‘ชั่วโมงการทำงาน’ นี่แหละครับ/ค่ะ เพราะประกาศกระทรวงแรงงานเขาก็บอกว่าการทำงานที่บ้านต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน หลายบริษัทพยายามจะไปใช้ระบบยืดหยุ่นมากๆ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการนับชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา หรือการควบคุมการเข้า-ออกงาน ซึ่งถ้าไม่ชัดเจนพอ อาจกลายเป็นว่านายจ้างไปละเมิดสิทธิ์ลูกจ้างได้ง่ายๆ เลยนะครับ/คะอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘ความปลอดภัยในการทำงาน’ ครับ/ค่ะ เคยมีคำถามกันเยอะมากว่าถ้าลูกจ้างทำงานที่บ้านแล้วเกิดอุบัติเหตุ ใครจะรับผิดชอบ?
ศาลแรงงานท่านก็เคยมีแนวทางว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ถือเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานที่นายจ้างต้องรับผิดชอบอยู่ดี ฉะนั้นการดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงานที่บ้าน แม้จะยากหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจครับ/ค่ะ รวมถึงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานด้วยนะครับ/คะ ที่ต้องระวังการเก็บรวบรวมและใช้งานตาม PDPA ด้วย สรุปคือ ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและสื่อสารให้พนักงานเข้าใจตรงกัน เพื่อป้องกันปัญหาจุกจิกที่จะตามมาในภายหลังครับ

ถาม: เรื่องเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่เข้ามาเปลี่ยนนิยาม ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ แบบเดิมๆ นี่ก็ท้าทายสุดๆ เลยนะครับ/คะ อย่างกรณีไรเดอร์ส่งอาหาร หรือฟรีแลนซ์ที่รับงานผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เนี่ย กฎหมายแรงงานของไทยเรามองคนกลุ่มนี้ยังไงครับ/คะ? แล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้เป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันหนักมากในวงการกฎหมายแรงงานตอนนี้เลยครับ/ค่ะ ผม/ดิฉันเคยไปนั่งฟังสัมมนาหลายครั้ง แต่ละท่านก็มีมุมมองที่น่าสนใจมากๆ คือในปัจจุบันนี้เนี่ย กฎหมายแรงงานของไทยเรายังไม่มีบทบัญญัติที่ระบุถึง “แรงงานแพลตฟอร์ม” หรือ “Gig Worker” โดยตรงอย่างชัดเจนว่าพวกเขาเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือไม่นะครับ/คะ มันเลยเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป โดยดูจากข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ในการทำงานว่ามีลักษณะการจ้างงานแบบ ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ มากน้อยแค่ไหนที่ผ่านมาก็เคยมีคดีขึ้นศาลแรงงานบ้างแล้วครับ/ค่ะ โดยศาลจะพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น แพลตฟอร์มมีอำนาจสั่งการ ควบคุม หรือลงโทษผู้ให้บริการมากน้อยแค่ไหน?
ผู้ให้บริการต้องทำงานตามเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนดอย่างเคร่งครัดไหม? เครื่องมือที่ใช้ในการทำงานเป็นของใคร? ใครเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจ?
หากมีลักษณะที่เข้าข่ายการควบคุมดูแลเหมือนนายจ้าง ลูกจ้างทั่วไป ศาลก็อาจจะวินิจฉัยว่ามีความสัมพันธ์เป็นนายจ้าง-ลูกจ้างได้ครับ แต่ถ้าเป็นลักษณะอิสระมากๆ ไม่มีการควบคุม กำหนดเวลาเองได้ ก็อาจจะเป็นแค่คู่สัญญาให้บริการกันไปฉะนั้น ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา อย่างเช่น อุบัติเหตุจากการทำงาน หรือข้อพิพาทเรื่องค่าตอบแทนเนี่ย มันจะซับซ้อนมากเลยครับ/ค่ะ เพราะต้องไปพิสูจน์ความสัมพันธ์ตรงนี้ก่อนว่าเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างหรือไม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานก็กำลังพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.
คุ้มครองแรงงานนอกระบบ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับแรงงานกลุ่มนี้มากขึ้นครับ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูใกล้ชิดจริงๆ ครับ/ค่ะ เพราะอนาคตของแรงงานกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางกฎหมายเป็นสำคัญ

ถาม: เดี๋ยวนี้เราพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงานกันเยอะขึ้นมากเลยนะครับ/คะ ทั้งเรื่องความเครียด Burnout หรือแม้แต่ปัญหาส่วนตัวที่ส่งผลกระทบกับการทำงาน ในมุมของกฎหมายแรงงานและ HR เนี่ย นายจ้างมีหน้าที่ดูแลลูกจ้างในมิติของสุขภาพจิตอย่างไรบ้างครับ/คะ และเราควรมีแนวทางปฏิบัติแบบไหนถึงจะเหมาะสม ไม่ให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย?

ตอบ: เป็นเรื่องที่ผม/ดิฉันอยากเน้นย้ำมากที่สุดในยุคนี้เลยครับ/ค่ะ เพราะจากที่ได้พูดคุยกับ HR หลายๆ ท่าน รวมถึงตัวผม/ดิฉันเองที่เคยเห็นเคสในองค์กร ต้องยอมรับว่าปัญหาสุขภาพจิตของพนักงานมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน และบรรยากาศในองค์กรอย่างมากเลยนะครับ/คะในมุมของกฎหมายเนี่ย แม้จะยังไม่มีกฎหมายที่ระบุเจาะจงว่า “นายจ้างต้องดูแลสุขภาพจิตลูกจ้าง” แบบตรงๆ แต่ก็สามารถตีความได้จากกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.
2554 ครับ โดยเฉพาะมาตรา 16 ที่บอกว่านายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างมีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ซึ่งมันรวมไปถึงสุขภาวะทางจิตใจด้วยนะครับ/คะ หากสภาพการทำงานกดดันหรือเป็นพิษจนส่งผลให้ลูกจ้างเจ็บป่วยทางจิต นายจ้างก็อาจมีส่วนต้องรับผิดชอบได้ครับในทางปฏิบัติสำหรับ HR และนายจ้างแล้ว ผม/ดิฉันแนะนำว่าควรเริ่มจากการสร้าง ‘วัฒนธรรมองค์กร’ ที่เปิดกว้างและเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตครับ อาจจะจัดอบรมให้ความรู้กับทั้งผู้บริหารและพนักงานเกี่ยวกับสัญญาณของความเครียดหรือภาวะ Burnout รวมถึงแนวทางการรับมือเบื้องต้น บางองค์กรก็ลงทุนจัดหา ‘ที่ปรึกษา’ หรือ ‘นักจิตวิทยา’ ภายนอกมาให้พนักงานได้ปรึกษาเป็นการส่วนตัวโดยไม่เปิดเผยตัวตน (Employee Assistance Program หรือ EAP) ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมากเลยนะครับ/คะ นอกจากนี้ การส่งเสริม Work-Life Balance ที่ดี การมีนโยบายลาป่วยที่ยืดหยุ่นขึ้น หรือแม้แต่การเปิดโอกาสให้พนักงานได้พูดคุยระบายความรู้สึก ก็ช่วยลดแรงกดดันได้เยอะครับแต่!
สิ่งที่สำคัญมากและต้องระวังเลยคือเรื่อง ‘PDPA’ ครับ ข้อมูลสุขภาพจิตถือเป็นข้อมูลอ่อนไหว นายจ้างจะสอบถามหรือเก็บข้อมูลตรงนี้ต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานอย่างชัดเจน และต้องเก็บรักษาเป็นความลับสูงสุด ไม่นำไปเปิดเผยโดยไม่จำเป็นนะครับ การลงทุนกับสุขภาพจิตของพนักงานนี่แหละครับ/ค่ะ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งในระยะยาว!

📚 อ้างอิง