สวัสดีค่ะทุกคน! ในโลกของการทำงานยุคนี้ อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงเร็วไปหมดใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ๆ หรือแม้แต่กฎหมายแรงงานที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่อง “เงินเดือน” เนี่ย เป็นอะไรที่หลายคนยังรู้สึกประหม่าที่จะพูดถึง หรือไม่กล้าแม้แต่จะต่อรอง ทั้งๆ ที่บางทีเราอาจกำลังพลาดโอกาสทองที่จะได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถของเราไปอย่างน่าเสียดายเลยนะฉันเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เคยคิดว่า “ได้เท่าไหนก็เอาเถอะ” หรือกลัวว่าถ้าต่อรองไปแล้วจะเสียงาน แต่พอได้ศึกษาและลองใช้เทคนิคต่างๆ ดูจริงๆ ก็พบว่าการเจรจาต่อรองเงินเดือนไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย แถมยังเป็นเรื่องปกติที่ HR เองก็คาดหวังด้วยซ้ำ!
ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย และกฎหมายแรงงานมีการอัปเดต เช่น ค่าแรงขั้นต่ำใหม่ที่จะเริ่มใช้ในบางพื้นที่ 1 กรกฎาคม 2568 หรือสิทธิในการไม่ติดต่อสื่อสารหลังเลิกงาน ยิ่งทำให้เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมและรู้เท่าทันเพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตัวเองนะคะการรู้คุณค่าของตัวเอง การศึกษาข้อมูลฐานเงินเดือนในตลาด และการเตรียมพร้อมเรื่องสวัสดิการต่างๆ นอกเหนือจากตัวเงิน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราได้งานที่ใช่ ในเรทที่ยุติธรรม เพราะการได้เงินเดือนที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในแต่ละเดือน แต่มันคือการสร้างความมั่นคงในระยะยาว และยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราโดยตรงเลยล่ะค่ะมาค่ะ ในวันนี้ฉันจะมาแบ่งปันข้อมูลและเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนกล้าที่จะต่อรองเงินเดือนอย่างมืออาชีพ พร้อมเข้าใจสิทธิแรงงานของตัวเองมากขึ้น จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!
สวัสดีค่ะทุกคน! ฉันกลับมาแล้วววว หลังจากที่เราคุยกันไปเรื่องการเตรียมตัวสำหรับการทำงานยุคใหม่ หลายคนคงเริ่มรู้สึกฮึกเหิมอยากลุกขึ้นมาดูแลสิทธิและผลประโยชน์ของตัวเองกันแล้วใช่ไหมคะ วันนี้ฉันเลยจะมาเจาะลึกแบบคนวงใน ที่บอกเลยว่า ถ้าคุณรู้และนำไปใช้ คุณจะเป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองในตลาดแรงงานอย่างแน่นอน!
ก่อนจะเอ่ยปาก… มาเตรียมตัวให้ปัง!

ก่อนที่เราจะก้าวขาเข้าไปเจรจาต่อรองเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการเนี่ย บอกเลยว่าการเตรียมตัวคือหัวใจสำคัญที่สุดค่ะ เหมือนกับการที่เราจะออกไปทำอะไรสักอย่าง ถ้าเราไม่มีข้อมูล ไม่รู้จักคู่แข่ง ไม่รู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง โอกาสที่เราจะพลาดก็มีสูงมากเลยใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยพลาดมาแล้วค่ะ สมัยก่อนคิดแค่ว่าอยากได้เท่านี้ ก็บอกไปตรงๆ โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน สุดท้ายก็ได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น นั่นเพราะฉันยังไม่รู้จักคุณค่าของตัวเองดีพอ และยังไม่รู้ “เรทตลาด” เลยว่าจริงๆ แล้วตำแหน่งแบบเรา ความสามารถแบบเรา ควรได้เท่าไหร่ การหาข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องของฐานเงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งงานที่เราสนใจในอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงสวัสดิการที่บริษัทอื่นๆ เขามีให้กัน จะช่วยให้เรามีข้อมูลแข็งๆ ไปใช้ในการต่อรองได้อย่างมั่นใจ แถมยังทำให้เราดูเป็นมืออาชีพมากๆ ในสายตา HR ด้วยนะ ลองหาข้อมูลจากเว็บไซต์หางานชั้นนำ หรือสอบถามจากคนรู้จักในสายงานเดียวกัน เพื่อสร้างภาพรวมที่ชัดเจนให้ตัวเองก่อนเลยค่ะ แล้วอย่าลืมพิจารณาถึงความสามารถและประสบการณ์พิเศษของเราที่บริษัทอื่นอาจจะหาไม่ได้ง่ายๆ ด้วยนะ อันนี้แหละคือแต้มต่อสำคัญเลย!
ประเมินมูลค่าตัวเอง: เรามีดีอะไรที่คนอื่นไม่มี?
สิ่งแรกที่ฉันอยากให้ทุกคนทำคือการนั่งทบทวนตัวเองอย่างจริงจังเลยค่ะว่า “ฉันมีอะไรดี?” คุณอาจจะรู้สึกว่าเฮ้ย! ฉันก็แค่พนักงานธรรมดาๆ คนหนึ่งนี่นา แต่เชื่อเถอะค่ะว่าทุกคนมีความโดดเด่นของตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงานที่สั่งสมมานานหลายปี ทักษะเฉพาะทางที่หาคนทำได้ยาก ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือแม้แต่ทัศนคติที่ดีในการทำงานและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “คุณค่า” ที่คุณสามารถนำไปเสนอในการเจรจาต่อรองได้ทั้งหมดเลยค่ะ ลองเขียนลิสต์ออกมาให้ละเอียดเลยว่าคุณเคยทำอะไรสำเร็จมาบ้าง มีทักษะอะไรที่โดดเด่น และความสำเร็จเหล่านั้นส่งผลดีต่อบริษัทเดิมอย่างไรบ้าง เพราะ HR ไม่ได้สนใจแค่ว่าเราทำงานอะไรมา แต่เขาสนใจว่าเรา “สร้างผลลัพธ์” อะไรได้บ้างต่างหาก ยิ่งเราแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่เราจะนำไปเพิ่มให้กับองค์กรใหม่ได้มากเท่าไหร่ อำนาจในการต่อรองของเราก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นค่ะ
สำรวจตลาด: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
หลังจากที่เราประเมินตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ “สำรวจตลาด” ค่ะ ซึ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยนะ! การรู้ว่าตำแหน่งงานในระดับเดียวกับเรา ประสบการณ์เท่าเรา หรือสายงานใกล้เคียงกัน มีฐานเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ในปัจจุบัน จะทำให้เรากำหนดช่วงเงินเดือนที่เหมาะสมและสมเหตุสมผลได้ ไม่ใช่การเรียกแบบ “มโน” หรือตามใจอยาก เพราะถ้าเราเรียกสูงเกินไปจนไม่ตรงกับเรทตลาด ก็อาจจะทำให้บริษัทมองว่าเราไม่เข้าใจสถานการณ์ หรือถ้าเรียกต่ำไป เราเองนั่นแหละที่จะเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ลองใช้เว็บไซต์หางาน แอปพลิเคชัน หรือแม้แต่เครือข่ายคนรู้จักในวงการ เพื่อหาข้อมูล Salary Guide หรือช่วงเงินเดือนของตำแหน่งที่คุณสนใจนะคะ การมีข้อมูลที่อ้างอิงได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการต่อรองของคุณมากๆ เลยค่ะ
เปิดไพ่ในมือ: โชว์คุณค่าที่เหนือกว่าใคร
พอเราเตรียมข้อมูลมาพร้อมแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลา “เปิดไพ่” ในมือของเราค่ะ การนำเสนอคุณค่าที่เรามีให้บริษัทเห็นอย่างชัดเจนและน่าประทับใจ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การเจรจาต่อรองของเราประสบความสำเร็จ ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้าเราเป็น HR เราก็อยากได้คนที่เข้ามาช่วยเติมเต็มในสิ่งที่องค์กรขาด และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงใช่ไหมล่ะ การนำเสนอตัวเองไม่ใช่แค่การบอกเล่าประสบการณ์ทั่วๆ ไป แต่เป็นการเน้นย้ำถึงสิ่งที่เราเคยทำสำเร็จมาแล้ว และสิ่งที่คิดว่าจะทำประโยชน์ให้กับบริษัทใหม่ได้อย่างไรบ้าง ต้องเชื่อมโยงให้ได้ว่า “คุณค่า” ของเรานั้น จะตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้บริษัทได้อย่างไร ยิ่งเราสามารถทำให้เขามองเห็นภาพได้ชัดเจนเท่าไหร่ว่าถ้าได้เราไปทำงานแล้ว เขาจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง เขาก็ยิ่งอยากลงทุนกับเรามากขึ้นเท่านั้นเองค่ะ.
สื่อสารอย่างมืออาชีพ: ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องน่าฟัง
การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของ “สิ่งที่เราพูด” แต่ยังรวมถึง “วิธีที่เราพูด” ด้วย ในการเจรจาต่อรองเงินเดือน สิ่งที่เราควรแสดงออกคือความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุภาพและเป็นมิตร ลองฝึกพูดประโยคที่จะใช้ในการต่อรองดูค่ะ เช่น “จากข้อมูลฐานเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนี้ที่มีประสบการณ์ประมาณ 5 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 20,000-25,000 บาท ดิฉันรู้สึกว่าข้อเสนอที่ได้รับมาอาจจะน้อยกว่าที่คาดหวังไว้เล็กน้อย ด้วยประสบการณ์และความสามารถของดิฉัน คิดว่าเงินเดือนประมาณ 23,000 บาท น่าจะเหมาะสมมากกว่าค่ะ” การมีเหตุผลและข้อมูลอ้างอิงจะช่วยให้คำพูดของเรามีน้ำหนักมากขึ้น อย่าเพิ่งรีบตอบตกลงไปเลยในทันทีที่ได้ยินข้อเสนอแรกนะคะ ให้ใช้เวลาคิดและประเมินก่อนเสมอ เพราะบางทีการมีข้อมูลอื่นๆ ประกอบ อาจทำให้เราได้ข้อเสนอที่ดีกว่าเดิมก็ได้
สร้างสถานการณ์ Win-Win: ทั้งสองฝ่ายต้องได้ประโยชน์
เป้าหมายของการเจรจาต่อรองที่ดีไม่ใช่แค่การที่เราได้ตามที่เราต้องการฝ่ายเดียว แต่คือการหาจุดที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน หรือที่เรียกว่าสถานการณ์ Win-Win นั่นเองค่ะ สมมติว่าบริษัทอาจจะให้เงินเดือนตามที่เราขอไม่ได้เป๊ะๆ แต่เขาสามารถเสนอสวัสดิการอื่นที่น่าสนใจมาให้แทน เช่น วันหยุดพักผ่อนที่เพิ่มขึ้น โอกาสในการทำงานแบบ Work From Home หรือค่าเดินทางพิเศษ หากสิ่งเหล่านั้นตอบโจทย์ความต้องการของเราและทำให้เราพอใจ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีนะคะ การยืดหยุ่นและพร้อมที่จะหาทางออกร่วมกัน จะทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างความประทับใจให้กับนายจ้างได้ว่าเราเป็นคนที่รู้จักคิด และเข้าใจสถานการณ์ได้ดี
ไม่ใช่แค่เงินเดือน: สวัสดิการที่ต้องรู้เพื่อชีวิตที่ดี
หลายคนอาจจะมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขเงินเดือนเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้ว “สวัสดิการ” นี่แหละค่ะที่เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กันเลย มันคือผลประโยชน์ที่เราจะได้รับนอกเหนือจากค่าจ้าง และยังเป็นตัวช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตระยะยาวอีกด้วย จากประสบการณ์ของฉันเอง การที่บริษัทมีสวัสดิการที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้เราอุ่นใจ แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้เยอะเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ การเดินทาง หรือแม้แต่โอกาสในการพัฒนาตัวเอง ถ้าเรามองข้ามสวัสดิการเหล่านี้ไป ก็เหมือนเรากำลังพลาดโอกาสดีๆ ที่จะทำให้ชีวิตการทำงานของเรามีคุณภาพมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นนึงเลยนะ ดังนั้น เวลาพิจารณาข้อเสนอต่างๆ อย่าดูแค่ตัวเลขเงินเดือนอย่างเดียวนะคะ ต้องพิจารณาสวัสดิการควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและครอบคลุมจริงๆ ค่ะ
สวัสดิการภาคบังคับ: สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องมี
รู้ไหมคะว่ากฎหมายแรงงานไทยกำหนดให้บริษัทต้องจัดสวัสดิการพื้นฐานบางอย่างให้แก่พนักงานทุกคน! นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำใจ แต่เป็น “สิทธิ” ที่เราทุกคนควรจะได้รับค่ะ เช่น วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี (ซึ่งปี 2568 มีอย่างน้อย 13 วันรวมวันแรงงานด้วยนะ) วันหยุดพักผ่อนประจำปี (อย่างน้อยปีละ 6 วันเมื่อทำงานครบ 1 ปี) และแน่นอนว่าต้องมีประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน รวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะด้วยค่ะ ถ้าบริษัทไหนไม่มีหรือจัดให้ไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด เรามีสิทธิที่จะทวงถามและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เลยนะคะ อย่าปล่อยให้ใครมาเอาเปรียบเราค่ะ! นี่คือสิ่งที่เราควรจะรู้และรักษาสิทธิ์ของตัวเองไว้เสมอ
สวัสดิการเสริม: ตัวช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต
นอกเหนือจากสวัสดิการภาคบังคับแล้ว บริษัทดีๆ หลายแห่งก็มักจะมี “สวัสดิการเสริม” ที่จัดให้เป็นพิเศษเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานเก่งๆ เอาไว้ค่ะ สวัสดิการเหล่านี้แหละที่เป็นตัวช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นไปอีกระดับ เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โบนัสประจำปี เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ หรือเงินช่วยเหลือในโอกาสพิเศษต่างๆ อย่างงานแต่งงาน คลอดบุตร หรือแม้แต่ค่าเล่าเรียนบุตร บางบริษัทอาจจะมี Flexible Benefits หรือสวัสดิการแบบยืดหยุ่น ที่ให้เราเลือกสวัสดิการที่ตรงกับความต้องการของตัวเองได้ด้วยนะ ซึ่งบอกเลยว่าดีมากๆ เลยค่ะ เพราะชีวิตคนเรามีความต้องการที่แตกต่างกันไป การได้เลือกในสิ่งที่เหมาะกับเราจริงๆ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าองค์กรใส่ใจและให้คุณค่ากับเรามากยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ.
สิทธิแรงงานยุคใหม่: อย่าให้ใครมาเอาเปรียบเรา!
โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจริงๆ ค่ะ กฎหมายแรงงานก็ต้องปรับตามให้ทันเพื่อให้ลูกจ้างอย่างเราได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ยิ่งในยุคที่เราทำงานกันแบบไร้ขีดจำกัด บางทีก็ Work From Home บางทีก็ต้องตอบแชทหัวหน้านอกเวลางาน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการทำงานเริ่มพร่าเลือน แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ! เพราะตอนนี้มีกฎหมายใหม่ๆ ที่ออกมาช่วยคุ้มครองสิทธิของเราให้ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้วนะ ฉันเองก็เคยติดนิสัยตอบงานดึกๆ หรือวันหยุดอยู่บ่อยๆ เพราะกลัวว่าจะดูไม่ดีในสายตานายจ้าง แต่พอได้รู้ถึงสิทธิเหล่านี้แล้ว ก็กล้าที่จะใช้เวลาส่วนตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งมันส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและสมดุลชีวิตมากๆ เลยค่ะ การรู้สิทธิของเราจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจและเต็มที่กับทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวค่ะ.
สิทธิไม่ติดต่อหลังเลิกงาน (Right to Disconnect): พักผ่อนได้เต็มที่
นี่คือไฮไลท์เด็ดที่คนทำงานยุคใหม่ต้องรู้เลยค่ะ! “สิทธิไม่ติดต่อหลังเลิกงาน” หรือ Right to Disconnect เป็นกฎหมายแรงงานใหม่ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งให้สิทธิ์เราปฏิเสธการติดต่อสื่อสารไม่ว่าทางใดๆ จากนายจ้าง หัวหน้างาน หรือผู้ควบคุมงาน หลังเวลาทำงานปกติได้เลยนะ! ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ไลน์ หรืออีเมล เราสามารถเลือกที่จะไม่ตอบได้ เว้นแต่ว่าเราได้ตกลงยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ล่วงหน้าว่าสามารถติดต่อได้ในกรณีพิเศษ และโดยปกติแล้ว ถ้ามีการตกลงแบบนั้น ก็ควรจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้ด้วยค่ะ สิทธินี้ช่วยให้เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องงานตลอดเวลา ซึ่งสำคัญมากๆ ต่อสุขภาพกายและใจของเราค่ะ ใครที่ทำงาน Work From Home หรือทำงานผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศก็ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้เช่นกันนะคะ
ค่าแรงขั้นต่ำใหม่ปี 2568: อัปเดตเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
เรื่องค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเลยค่ะ เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและการใช้ชีวิตของเราทุกคน ในปี 2568 นี้ ก็มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ในบางพื้นที่และบางอาชีพแล้วนะ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป และบางส่วนก็จะเริ่มในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และบางพื้นที่ก็จะเริ่ม 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งบางจังหวัดมีอัตราสูงสุดถึง 400 บาทต่อวันเลยทีเดียวค่ะ เช่น ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบางส่วนก็จะมีการปรับขึ้นด้วย การปรับขึ้นนี้ก็เพื่อช่วยให้เราสามารถรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้บ้าง ใครที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการปรับขึ้นก็อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดให้ดีนะคะว่าจังหวัดที่เราอยู่หรือสายงานที่เราทำ ได้รับการปรับขึ้นเท่าไหร่ เพื่อรักษาสิทธิของตัวเองให้เต็มที่ค่ะ.
| ประเด็น | รายละเอียดสิทธิที่ควรรู้ (อัปเดต 2568) |
|---|---|
| ค่าแรงขั้นต่ำ | เริ่ม 1 ม.ค. 2568 และบางพื้นที่ 1 ก.ค. 2568 และบางพื้นที่ 1 ต.ค. 2568 มีการปรับขึ้น 7-55 บาท/วัน สูงสุด 400 บาท/วัน ในบางจังหวัดและประเภทกิจการ. |
| สิทธิไม่ติดต่อหลังเลิกงาน | ลูกจ้างมีสิทธิ์ปฏิเสธการติดต่อจากนายจ้างหลังเวลาทำงานปกติ เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า. |
| ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง/เกษียณ | ถ้าทำงาน 20 ปีขึ้นไป จะได้รับค่าชดเชยสูงสุด 400 วัน (จากเดิม 300 วัน). |
| วันหยุดตามประเพณี | ไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยได้รับค่าจ้าง. หากตรงวันหยุดประจำสัปดาห์ จะได้หยุดชดเชยวันทำงานถัดไป. |
| วันหยุดพักผ่อนประจำปี | ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิลาพักผ่อนอย่างน้อย 6 วัน/ปี โดยได้รับค่าจ้าง. |
| การลาป่วย | ลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วันทำงาน/ปี โดยยังได้รับค่าจ้าง. หากลาเกิน 3 วันติดกัน อาจต้องมีใบรับรองแพทย์. |
เมื่อเส้นทางไม่เป็นอย่างฝัน: ทางออกที่เราเลือกได้

บางครั้งการเจรจาต่อรองก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังได้เสมอไปค่ะ ฉันเองก็เคยเจอสถานการณ์ที่บริษัทไม่สามารถให้ตามที่เราขอได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือโครงสร้างบริษัท แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ท้อถอยและไม่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวนะคะ เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง การที่เรากล้าที่จะพูด กล้าที่จะต่อรอง ก็ถือว่าเราก้าวข้ามความกลัวและได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราจะจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร และมีทางเลือกอะไรบ้างที่เราสามารถพิจารณาได้ เพื่อให้เรายังคงได้สิ่งที่คุ้มค่ากับความสามารถของเราที่สุดค่ะ.
ประเมินทางเลือกอื่น: มากกว่าแค่เงินเดือน
หากเงินเดือนไม่สามารถปรับขึ้นได้ตามที่ต้องการ ลองมองหาสิ่งอื่นที่บริษัทสามารถหยิบยื่นให้ได้แทนค่ะ เช่น โอกาสในการอบรมและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตในสายอาชีพของเรา หรือตำแหน่งงานที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้และรับผิดชอบงานที่ท้าทายมากขึ้น บางทีสิ่งเหล่านี้อาจมีมูลค่ามากกว่าตัวเงินในระยะยาวด้วยซ้ำนะคะ ฉันเคยตัดสินใจรับข้อเสนอที่เงินเดือนไม่ได้สูงมาก แต่มีโอกาสได้เรียนคอร์สที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งสุดท้ายแล้วมันเปิดประตูให้ฉันไปสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ได้เงินเดือนสูงกว่าเดิมมาก การพิจารณาสวัสดิการเสริมต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ เพราะมันช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิตของเราได้จริง
ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล: ก้าวต่อไปที่ใช่สำหรับเรา
สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจว่าจะรับข้อเสนอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเองค่ะ จงตัดสินใจอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ โอกาสในการเติบโต วัฒนธรรมองค์กร และความสุขในการทำงาน ถ้าหากรู้สึกว่าข้อเสนอที่ได้นั้นยังไม่คุ้มค่ากับความสามารถและคุณค่าของเราจริงๆ การปฏิเสธข้อเสนอและมองหาโอกาสใหม่ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลยนะคะ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ค่ะ เพราะการที่เรากล้าที่จะเดินออกจาก Comfort Zone เพื่อหาสิ่งที่ดีกว่า ก็ถือเป็นความกล้าหาญที่น่าชื่นชมมากๆ เลยค่ะ ชีวิตเรา เราเลือกได้เสมอค่ะ.
ลงทุนกับตัวเอง: สร้างมูลค่าเพิ่มที่ไม่เหมือนใคร
ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบนี้ การหยุดนิ่งเท่ากับถอยหลังค่ะ! ถ้าเราอยากจะรักษามูลค่าของตัวเองในตลาดแรงงาน และมีอำนาจในการเจรจาต่อรองที่มากขึ้นอยู่เสมอ เราก็ต้องไม่หยุดที่จะลงทุนกับตัวเองค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ นะคะ แต่หมายถึงการลงทุนในความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะมาช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับเรา การที่ฉันสามารถเป็นบล็อกเกอร์ที่แบ่งปันข้อมูลดีๆ แบบนี้ได้ ก็เพราะฉันไม่เคยหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพยายามอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ การที่เรามีชุดทักษะที่ไม่เหมือนใคร หรือมีความเชี่ยวชาญในด้านที่ตลาดต้องการมากๆ จะทำให้เราเป็นที่ต้องการและมีแต้มต่อในการต่อรองเงินเดือนได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ.
พัฒนาทักษะแห่งอนาคต: ยิ่งรู้มาก ยิ่งมีค่ามาก
ลองสำรวจดูว่าทักษะอะไรบ้างที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานตอนนี้และในอนาคต เช่น ทักษะด้านดิจิทัล ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการสื่อสาร ทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หรือแม้แต่ทักษะด้านภาษา การเรียนรู้และพัฒนาทักษะเหล่านี้อยู่เสมอ จะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณค่าและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว อย่ารอให้บริษัทส่งไปอบรมนะคะ เราสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เลย มีคอร์สออนไลน์ฟรีและเสียเงินมากมายให้เราเลือกเรียนรู้ตามความสนใจและงบประมาณของเรา การมีทักษะที่หลากหลายและทันสมัย จะทำให้เราเป็นเหมือนเพชรที่ส่องประกายและเป็นที่ต้องการขององค์กรต่างๆ ค่ะ
สร้างเครือข่าย: Connection คือสิ่งสำคัญ
การสร้างเครือข่ายหรือ Connection ที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่สำคัญมากๆ เลยนะคะ การรู้จักผู้คนในวงการเดียวกัน หรือแม้แต่ต่างวงการ จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับเราได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือแม้แต่โอกาสในการได้งานที่ดีขึ้นในอนาคต ลองเข้าร่วมงานสัมมนา เวิร์กช็อป หรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานของเราดูค่ะ การได้พูดคุยกับผู้คนที่มีประสบการณ์และหลากหลายมุมมอง จะช่วยเปิดโลกและสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้เยอะเลยนะ แถมยังอาจจะได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเรทเงินเดือนหรือสวัสดิการของบริษัทต่างๆ มาใช้ประกอบการตัดสินใจของเราในอนาคตอีกด้วยค่ะ.
ก้าวสู่โลกการทำงานอนาคต: เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
การเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานไม่ได้มีแต่เรื่องน่ากังวลนะคะ แต่ยังเป็นโอกาสทองให้เราได้พิสูจน์ตัวเองและก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งด้วยค่ะ ยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังมีความท้าทายแบบนี้ การที่เราเป็นคนทำงานที่รู้เท่าทันสถานการณ์ มีทักษะที่หลากหลาย และเข้าใจสิทธิประโยชน์ของตัวเอง จะทำให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่นเยอะเลย ฉันอยากให้ทุกคนมองว่าทุกการเปลี่ยนแปลงคือบทเรียน และทุกความท้าทายคือโอกาสที่เราจะได้พัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ อย่ากลัวที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือบันไดก้าวแรกสู่ความสำเร็จเสมอค่ะ.
เรียนรู้ตลอดชีวิต: ไม่มีคำว่าสายสำหรับการพัฒนา
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน หรือเป็นผู้บริหารระดับสูง การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) คือสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ความรู้เก่าๆ อาจล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว การเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ และไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง จะทำให้เราเป็นคนทำงานที่ “อยู่รอด” และ “โดดเด่น” ในทุกสถานการณ์ ลองหาคอร์สสั้นๆ ที่สนใจ หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ๆ ในสายงานของคุณ การลงทุนในความรู้ไม่มีวันขาดทุน มีแต่จะงอกเงยเป็นผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้กับเราในระยะยาวค่ะ
สร้างสมดุลชีวิต: งานดี ชีวิตก็ต้องดีด้วย
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เรามีความสุขกับชีวิตของเราเองค่ะ การทำงานหนักเป็นสิ่งที่ดี แต่การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าปล่อยให้งานกลืนกินเวลาและความสุขส่วนตัวของเราไปทั้งหมดนะคะ การมีเวลาพักผ่อน ได้ใช้เวลากับครอบครัว หรือได้ทำในสิ่งที่เรารัก จะช่วยเติมพลังและทำให้เรากลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ฉันเชื่อว่าถ้าเรามีความสุขและสุขภาพดีจากภายใน เราก็จะสามารถสร้างผลงานที่ดีเยี่ยมและประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านของชีวิตได้อย่างแน่นอนค่ะ จำไว้นะคะว่า “งานดี ชีวิตก็ต้องดีด้วย” ค่ะ
ส่งท้ายกันสักนิดนะคะ
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน? หวังว่าข้อมูลที่ฉันนำมาฝากในวันนี้ จะเป็นประโยชน์และจุดประกายให้ทุกคนลุกขึ้นมาดูแลสิทธิประโยชน์ของตัวเองในโลกการทำงานยุคใหม่กันนะคะ การรู้เท่าทันสถานการณ์ การเตรียมพร้อม และการไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราโดดเด่นและมีคุณค่าในสายตานายจ้างเสมอค่ะ อย่าลืมนะคะว่าคุณมีคุณค่าในตัวเองเสมอ แค่ต้องรู้จักดึงมันออกมาใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา การลงทุนกับตัวเองวันนี้ จะสร้างผลตอบแทนที่งดงามให้กับชีวิตการทำงานของคุณในระยะยาวแน่นอนค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมรักษาสมดุลชีวิตให้ดี เพื่อให้เรามีความสุขทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวนะคะ.
ข้อมูลน่ารู้ที่คุณไม่ควรพลาด
เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคน ฉันได้สรุปข้อมูลสำคัญและทิปส์ดีๆ ที่คุณควรจดจำและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเส้นทางอาชีพของคุณ ดังนี้ค่ะ
-
ศึกษาเรทเงินเดือนอย่างละเอียด: ก่อนการเจรจาต่อรองใดๆ ให้หาข้อมูลฐานเงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งงานและอุตสาหกรรมที่คุณสนใจอย่างน้อย 3 แหล่ง เพื่อให้มีข้อมูลสนับสนุนที่แข็งแกร่งและสมเหตุสมผลในการเรียกค่าตอบแทน เพราะการมีข้อมูลจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นในการพูดคุยกับ HR และลดโอกาสที่จะถูกกดเงินเดือนลงไปอย่างไม่เป็นธรรม ที่สำคัญคือ ต้องอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพราะตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาค่ะ และอย่าลืมพิจารณาถึงความสามารถพิเศษที่คุณมี ที่อาจทำให้คุณมีมูลค่าเหนือกว่าเรทตลาดทั่วไปด้วยนะคะ.
-
ทำความเข้าใจสิทธิแรงงานตามกฎหมาย: กฎหมายแรงงานของไทยมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 นี้ มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำใหม่ และสิทธิไม่ติดต่อหลังเลิกงาน (Right to Disconnect) ที่ลูกจ้างทุกคนควรรู้และใช้สิทธิ์ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การรู้ว่าเรามีสิทธิ์อะไรบ้าง เช่น วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง จะช่วยให้เราสามารถปกป้องตัวเองและเรียกร้องในสิ่งที่พึงได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การศึกษาข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ.
-
พัฒนาทักษะแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง: โลกทำงานกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การมีทักษะที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล, AI, การวิเคราะห์ข้อมูล, หรือแม้แต่ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ จะทำให้คุณเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานสูงมาก ลองมองหาคอร์สออนไลน์ ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่จะช่วยต่อยอดอาชีพของคุณ การลงทุนในความรู้ไม่มีวันสูญเปล่า และจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้คุณในระยะยาวอย่างมหาศาล เพราะยิ่งคุณมีทักษะเฉพาะทางที่หาได้ยากมากเท่าไหร่ อำนาจในการต่อรองของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นค่ะ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นะคะ.
-
สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ดี: การมี Connection ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน หรือผู้คนในวงการเดียวกันและต่างวงการ จะเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่คุณอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน ลองเข้าร่วมงานสัมมนา เวิร์กช็อป หรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานของคุณ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสัมพันธ์ การสร้างเครือข่ายไม่ได้เป็นเพียงการหาช่องทางในการทำงานใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คุณสามารถปรึกษา ขอคำแนะนำ หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเรทเงินเดือนและสวัสดิการของบริษัทต่างๆ ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจในเส้นทางอาชีพได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น.
-
พิจารณาสวัสดิการควบคู่กับเงินเดือน: อย่ามองแค่ตัวเลขเงินเดือนเพียงอย่างเดียวนะคะ สวัสดิการต่างๆ เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, โบนัส, วันหยุดพิเศษ, หรือโอกาสในการทำงานแบบ Work From Home ล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเพิ่มคุณภาพชีวิตของคุณได้อย่างมาก บางครั้งสวัสดิการที่ดี อาจมีมูลค่ามากกว่าเงินเดือนที่สูงกว่าเล็กน้อยในระยะยาว การพิจารณาข้อเสนออย่างรอบด้าน จะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและครอบคลุมที่สุด เพื่อชีวิตการทำงานที่ดีและมั่นคงค่ะ.
สรุปประเด็นสำคัญที่คุณต้องจำ!
สิ่งที่ฉันอยากให้ทุกคนจดจำและนำไปปรับใช้ในทุกช่วงของชีวิตการทำงานก็คือ การเป็น “คนทำงานยุคใหม่ที่ชาญฉลาด” ค่ะ นั่นหมายถึงการที่คุณต้องรู้จักประเมินมูลค่าของตัวเองให้เป็น, สำรวจตลาดแรงงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้รู้ว่าควรจะเรียกค่าตอบแทนเท่าไหร่ที่สมเหตุสมผลและไม่เสียเปรียบ ที่สำคัญที่สุดคือ การไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่ออนาคต เพราะในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความรู้และทักษะใหม่ๆ จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้กับคุณ และอย่าลืมใช้สิทธิแรงงานของคุณให้เต็มที่ ทั้งในเรื่องของค่าแรง สวัสดิการ และสิทธิไม่ติดต่อหลังเลิกงาน เพื่อรักษาสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้ดีที่สุด สุดท้ายนี้ จงกล้าที่จะเจรจา กล้าที่จะเรียกร้องในสิ่งที่สมควรได้รับ และกล้าที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ใช่สำหรับตัวคุณเอง เพื่อชีวิตการทำงานที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในแบบที่คุณต้องการค่ะ.
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ในเมื่อเศรษฐกิจแบบนี้ การจะไปต่อรองเงินเดือน ฟังดูน่ากลัวมากๆ เลยค่ะ พี่มีเคล็ดลับการเตรียมตัวยังไงบ้างคะ ให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ดี?
ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าความรู้สึกประหม่านั้นเป็นยังไง เพราะฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วเหมือนกันค่ะ! สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือ “การเตรียมข้อมูล” ค่ะคุณขา! ลองนึกภาพดูสิคะว่า ถ้าเราไปสนามรบโดยไม่มีอาวุธ เราจะรบชนะได้ยังไงใช่ไหมคะ?
อันดับแรกเลยคือ ลองหาข้อมูลฐานเงินเดือนของตำแหน่งงานที่เราสนใจ ในสายงานเดียวกันและประสบการณ์ใกล้เคียงกับเราในตลาดแรงงานไทย ณ ตอนนี้ค่ะ มีเว็บไซต์จัดหางานหลายแห่งเลยที่เขาจะมีข้อมูลพวกนี้ บางทีเพื่อนๆ ในวงการเดียวกันก็อาจจะพอให้คำแนะนำได้นะคะ อันนี้จะช่วยให้เรามีตัวเลขในใจที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปค่ะถัดมาคือ “การรวบรวมผลงานและความสำเร็จของเรา” ค่ะ อันนี้สำคัญมาก!
เพราะนี่คือสิ่งที่จะไปยืนยันว่าเรามี “คุณค่า” มากพอที่องค์กรจะจ่ายให้ในเรทที่เราต้องการ ลองลิสต์เป็นข้อๆ เลยค่ะว่าเราเคยทำอะไรสำเร็จมาบ้าง ช่วยบริษัทประหยัดงบได้เท่าไหร่ เพิ่มยอดขายได้ยังไง หรือแก้ปัญหาสำคัญอะไรไปได้บ้าง ยิ่งเป็นตัวเลขยิ่งดีค่ะ เพราะมันจับต้องได้จริงสุดท้ายคือ “ฝึกซ้อม” ค่ะ!
ใช่ค่ะ ฟังไม่ผิดหรอก ลองซ้อมพูดกับตัวเองหน้ากระจก หรือกับเพื่อนสนิทดูก็ได้ค่ะ ว่าเราจะนำเสนอเหตุผลในการขอเงินเดือนเพิ่มยังไง จะตอบคำถามยากๆ ของ HR ยังไง การซ้อมจะช่วยให้เราเรียบเรียงความคิดได้ดีขึ้น และลดความประหม่าลงไปได้เยอะเลยค่ะ ฉันเองเคยซ้อมจนแม่ทักเลยค่ะว่าคุยกับใครอยู่ (หัวเราะ) พอถึงเวลาจริง มันช่วยให้เรากล้าพูด กล้าต่อรองมากขึ้นจริงๆ นะคะ
ถาม: ตอนนี้มีพูดถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำใหม่ที่จะเริ่มใช้ 1 กรกฎาคม 2568 และสิทธิในการไม่ติดต่อสื่อสารหลังเลิกงาน อยากรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันคืออะไร แล้วมันเกี่ยวข้องกับเราในฐานะลูกจ้างยังไงบ้างคะ?
ตอบ: เยี่ยมเลยค่ะที่ถามเรื่องนี้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราทุกคนในฐานะลูกจ้างควรจะรู้และรักษาสิทธิ์ของตัวเองเลยค่ะ! เรื่อง “ค่าแรงขั้นต่ำใหม่” ที่จะเริ่มใช้ในบางพื้นที่ 1 กรกฎาคม 2568 เนี่ย มันก็คือการที่รัฐบาลกำหนดให้ค่าจ้างขั้นต่ำรายวันสำหรับลูกจ้างต้องไม่ต่ำกว่าตัวเลขที่กำหนดค่ะ ซึ่งแต่ละจังหวัดหรือพื้นที่อาจจะมีอัตราที่ไม่เท่ากันนะคะ คุณอาจจะต้องลองตรวจสอบดูว่าจังหวัดที่คุณทำงานอยู่มีอัตราใหม่เท่าไหร่ สิ่งนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ถูกจ่ายค่าแรงน้อยเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดค่ะ ยิ่งในสถานการณ์ที่ข้าวของแพงขึ้นแบบนี้ การปรับค่าแรงขั้นต่ำก็เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เลยค่ะส่วน “สิทธิในการไม่ติดต่อสื่อสารหลังเลิกงาน” หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “Right to Disconnect” เนี่ย เป็นอะไรที่ฉันเองก็เชียร์ขาดใจเลยค่ะ!
ลองคิดดูสิคะว่าบางทีเราเลิกงานแล้วกำลังจะพักผ่อน จู่ๆ เจ้านายก็โทรมา ไลน์มาเรื่องงานด่วน นั่นแหละค่ะ ที่สิทธินี้เข้ามามีบทบาท โดยหลักการแล้วก็คือ เมื่อถึงเวลาเลิกงานแล้ว นายจ้างไม่ควรติดต่อลูกจ้างด้วยเรื่องงาน ลูกจ้างเองก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบ หรือไม่รับการติดต่อในเวลาส่วนตัวได้ค่ะแน่นอนว่ามันมีข้อยกเว้นสำหรับงานที่จำเป็นเร่งด่วนจริงๆ หรือมีข้อตกลงกันไว้ แต่โดยทั่วไปแล้ว จุดประสงค์คือเพื่อให้ลูกจ้างได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้ใช้ชีวิตส่วนตัวโดยไม่มีเรื่องงานมารบกวน ซึ่งสำคัญต่อสุขภาพจิตและการสร้างสมดุลชีวิตมากๆ เลยนะคะ ฉันเคยมีประสบการณ์โดนตามงานตอนดึกๆ แล้วรู้สึกเหนื่อยล้าไปหมด พอมีสิทธินี้เข้ามา มันช่วยให้เราได้ “ปิดสวิตช์” จากเรื่องงานได้จริงๆ ค่ะ
ถาม: นอกจากตัวเงินเดือนแล้ว เราควรจะพิจารณาอะไรอีกบ้างเวลาได้รับข้อเสนอการจ้างงานคะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าแพ็กเกจที่เราได้นั้น “ยุติธรรม” จริงๆ?
ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมองแค่ตัวเลขเงินเดือนก้อนโต แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยค่ะ! สำหรับฉันนะ การที่แพ็กเกจข้อเสนอการจ้างงานจะ “ยุติธรรม” หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เงินเดือนเพียวๆ อย่างเดียวเลยค่ะสิ่งแรกที่คุณต้องมองเลยคือ “สวัสดิการและผลประโยชน์อื่นๆ” ค่ะ ลองดูว่าบริษัทมีอะไรให้บ้าง เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ วันลาพักร้อน วันหยุดพิเศษ ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งโบนัสประจำปีค่ะ บางทีเงินเดือนอาจจะดูไม่สูงมาก แต่ถ้าสวัสดิการแน่นเปรี๊ยะ พนักงานไม่ต้องควักเงินจ่ายเองหลายอย่าง แบบนี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เลยนะคะ ฉันเคยปฏิเสธงานที่เงินเดือนสูงกว่า แต่สวัสดิการแทบไม่มีเลย เพราะคำนวณแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ต้องจ่ายเองมันเยอะกว่าเงินที่ได้เพิ่มมาซะอีกค่ะถัดมาคือ “โอกาสในการเติบโตและพัฒนาตัวเอง” ค่ะ บริษัทมีนโยบายส่งเสริมการฝึกอบรม การเรียนรู้ หรือมีเส้นทางอาชีพ (Career Path) ที่ชัดเจนให้เราไหม?
การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีโอกาสก้าวหน้าในสายงาน บางทีมันมีมูลค่ามากกว่าตัวเงินในระยะยาวเสียอีกนะคะ เพราะความรู้และประสบการณ์ที่เราได้ จะติดตัวเราไปตลอดค่ะสุดท้ายคือ “วัฒนธรรมองค์กรและสมดุลชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน” ค่ะ การทำงานในที่ๆ เรามีความสุข เพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี มีความยืดหยุ่นให้เราใช้ชีวิตส่วนตัวได้บ้าง อย่างเช่นไม่ต้องทำงานล่วงเวลาบ่อยๆ หรือสามารถทำงานแบบไฮบริดได้ สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีตัวเลขระบุชัดเจน แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของเราโดยตรงเลยค่ะ ลองประเมินภาพรวมทั้งหมดนี้ดูนะคะ แล้วคุณจะเห็นว่า “ความยุติธรรม” ในข้อเสนอการจ้างงาน มันมีองค์ประกอบที่หลากหลายมากๆ เลยค่ะ






